ตุลาคม 10, 2008
จากการนำเชื้อมาแพร่ของคุณนาวี่ออลเวยส์บีซี่ ก็ได้ส่งผลต่อเนื่องให้ไปคุ้ยเขี่ยหาเพลงของน้า Todd Rundgren ฟังต่อ (เพลงที่เอามาแพร่คือ Can We Still Be Friends) เลยเจอเพลงนี้ Hello It’s Me ซึ่งได้แต่ร้องว่า เฮ้ย!เพลงนี้นี่เอง เพลงนี้ไง เพลงนี้จริงๆด้วย หามาตั้งนาน ชอบมากชอบมาย ว่าแล้ว Can We Still Be Friends ก็หล่นไปอยู่ที่ 2 ภายในเวลา 15 นาที
————————————————————-
เพิ่มเติม : เพิ่งค้นพบอีกด้วยว่าเพลง A Dream Goes On Forever ที่กรี๊ดที่สุดใน Sound Concierge #501 “Blanket” selected and Mixed by Fantastic Plastic Machine
ก็เป็นเพลงของลุง Todd Rundgren!!! ท่าจะตกหลุมลุงเขาอย่างสมบูรณ์
กันยายน 28, 2008
เธอชื่อ ฮันนิบาล…
ถิ่นที่อยู่ : มุมซ้ายล่างของปกหนังฟินแลนด์น่ารักสุดประหลาดที่เพิ่งได้ดูเรื่องหนึ่ง
ไม้ตาย : ตาคู่โศก กับขนหูที่กระพือได้เหมือนปีก
กันยายน 25, 2008
สเตฟานนั่งนิ่งอยู่สักพัก อึดอัดกับการถูกจับจ้อง
สเตฟานยกขาหน้าซ้ายป่ายหลังหัวฝั่งซ้าย และยกขาหน้าขวาป่ายหลังหัวฝั่งขวา ระเรื่อยมาตามมุมปากที่ฉีกกว้าง
คนนั่งนิ่ง สเตฟานนั่งนิ่ง คนเริ่มยกขาหน้าขึ้นป่าย…
กันยายน 8, 2008
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสจับพลัดจับผลูหลุดไปอยู่ในห้วงมิติประหลาดแบบไม่ได้ตั้งใจ แค่อยากจะไป “ที่ไหนก็ได้” เป็นเพื่อนให้เพื่อนที่กำลังเซ็งชีวิตและโหยหาธรรมชาติ แต่ไม่คิดว่าการเลยตามเลยมา “ที่นี่” จะได้บรรยากาศหลอกหลอนยิ่งกว่าการดูหนังเหวอๆของเดวิด ลินช์
ในใจก็กะว่าเขาจะสัมนาอะไรก็ตามสบาย ข้าพเจ้าจ่ายตังค์มาพักผ่อนและคงจะแยกวงหลบไปซบภูเขาได้ แต่การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้นเมื่อต้องเข้าไปนั่งฟังเขาในห้องสัมนาด้วยในบางช่วงด้วยอาการเกรงใจเพื่อนของเพื่อนและเพื่อนของเพื่อนของเพื่อน ก็เลยได้ตื่นตาตื่นใจกับการปรบมือตลอดเวลาทุกๆ 5 วินาที การร้องตะโกนปลุกใจกันและกันด้วยถ้อยคำซ้ำๆพร้อมๆกันเป็นร้อยๆคน การตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ที่ตัวเลขเปอร์เซนต์สมาชิกและจำนวนเงิน และการเดินเชิญคนสำคัญขึ้นบนเวทีด้วยคนทำท่าอุลตร้าแมนเตรียมปล่อยแสงเป็นขบวนแถว รวมถึงการค้นหาเป้าหมายในชีวิตและการพยายามคาดคั้นว่าเรามีเป้าหมายในชีวิตแล้วหรือยัง
ก็แค่บังเอิญว่าในความคิดของข้าพเจ้านั้นเป้าหมายในชีวิตคนเรามันน่าจะมีอะไรที่มากกว่าตัวเลขเปอร์เซนต์ เงินและเวลาที่มากพอจะทำให้คุณไปท่องเที่ยวได้ร้อยเจ็ดสิบเอ็ดล้านประเทศ ยิ่งการมาปลุกเร้าว่าทำธุรกิจเขาแล้วจะมีตังค์ซื้อกระเป๋าใบละ 7 หมื่นได้หลายๆใบนี่ยิ่งไม่เข้าตา…รวมถึงวิธีการไซโค ล่อให้เคลิ้ม อัดด้วยเสียง และการเป็นหนึ่งเดียวกันแบบหุ่นยนต์นี่ดูจะหลอนเกินกว่าจะรับได้
ไม่เถียงเลยว่ามีคนที่ทำ “ธุรกิจ” เขาแล้วร่ำรวยกันไปได้จริงๆ และมันน่าสนใจมากด้วยว่าอะไรที่โน้มน้าวใจคนเป็นร้อยๆให้มาเชื่อ มาร้องตะโกนถ้อยคำซ้ำๆ มาปรบมือวันละ 400 ครั้ง มาจับมือจับไม้ให้กำลังใจกันทุกคนและทุกครั้งที่แสดงเจตจำนงจำนวนเปอร์เซนต์ที่ชัดเจนในชีวิตได้
แต่ความหลอนแบบโลกนี้มีความคิดความเชื่อเพียงหนึ่งเดียวก็ปล่อยให้มีแค่ในหนังไม่ก็ 1984ของจอร์จ ออร์เวลล์ก็พอเถอะว่ะ
ทางออกเพียงไม่กี่อย่างในระหว่างการนั่งรถเดินทางกลับ
-อุดหูฟังอัด goose เข้าหูล้างเพลงตื๊ดๆดิสโก้กระป๋อง ที่เขาเปิดล้างสมองกันตลอดเวลาทิ้งไปซะ จะได้ไม่ต้องรับรู้อะไรอีก แม้จะมีการพยายามเรียก “ผู้มาใหม่” ออกไปพูดหน้ารถก็ไม่ได้ยินแล้วล่ะ ปล่อยผู้มาใหม่ท่านอื่นที่เสียงสั่นเครือด้วยความเชื่อออกไปพูดก็พอแล้ว ข้าพเจ้าพูดก็มีแต่จะรนหาที่ตาย
-sms หาเพื่อนคนอื่นๆด้วยอาการไม่ต่างจากการพยายามคว้าห่วงยางที่ขอบสระตอนใกล้จมน้ำ
-ทางออกแถมๆ คือการสื่อสารในความเงียบกับเพื่อนผู้ยังเหลือสติอยู่ด้วยเทคโนโลยีสมัย ป.4 เขียนกระดาษหลบคุณครูแอบส่งกันอ่านบรรเทาความเครียดที่เกิดสะสมอย่างรุนแรง
ขออนุญาตป้ายหมึกแดงที่นามเพื่อนของเพื่อน เดี๋ยวเขาซวย
เราทำได้ เราทำได้ เราไม่หลวมตัวไปกะเขาอีกแล้วได้ เยส เยส เยส
กันยายน 3, 2008
เห็นภาพข่าวเมื่อวาน สันดานดิบของคนมันแสดงออกมาได้อย่างน่าขนลุก คนล้มลงไปก็ไปตีซ้ำ กะเอากันตาย ทำได้ยังไงไม่เข้าใจ ความคิดไม่เหมือนกันแล้วเราก็ต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างเลยหรือ เหมือนที่ผ่านมาไม่เคยเจ็บไม่เคยจำ 2516 2519 2535 และ2551 แค่ 30กว่าปี เราฆ่ากันถี่แบบนี้เลย
แต่ที่อยากจะแค่นหัวเราะแต่กลับออกมาเป็นเสียงสะอื้น ก็ตอนที่นักข่าวถามสมัครเรื่องที่มีคนตาย 1 คน แต่สมัครถามกลับว่า “คนที่ตายอยู่ฝ่ายไหน” นักข่าวตอบ “คนไทย” สมัครถามกลับ “คนไทยน่ะ ฝ่ายไหน”
ณ ปี พ.ศ. 2551 คุณค่าชีวิตคนมันขึ้นอยู่กับว่าเขาอยู่ฝ่ายเดียวกับใคร?!?
กรกฎาคม 31, 2008
ได้ยินมาว่าเครื่องฉายดาวที่ท้องฟ้าจำลองกำลังจะเสีย และถ้าซ่อมจะแพงมากพอกับซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งมีลุ้นว่าถ้าเครื่องเสียไปกว่านี้ ห้องฉายดาวอาจต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีตังค์ซื้อเครื่องหรือซ่อมเครื่องฉายดาว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าข่าวนี้จริงไม่จริงแค่ไหน แต่หลังจากวันที่ได้ยินก็เกิดอาการร้อนรนจะไปดูดาวซะให้ได้ ทั้งที่ท้องฟ้าจำลองก็ตั้งอยู่ที่เดิมของมันมาอย่างนั้นตั้งแต่ก่อนเราเกิดซะอีก ถ้าไม่คิดว่า “จะไม่ได้ดูแล้ว” ก็คงไม่เขยื้อนกายไปดูตามนิสัยเสียๆที่เห็นของใกล้มือไม่น่าต้องรีบ แล้วก็ผลัดไปเรื่อยอย่างนั้น ขนาดว่าดูหนังสั้นของทศพล บุญสินสุข ที่พาเข้าไปเหวอๆในท้องฟ้าจำลองแล้วก็ว่าอยากจะมาๆ แต่ก็ยังไม่กระตุ้นเท่าประโยคว่าท้องฟ้าจำลองอาจจะปิดเลย
วันนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดี หลังจากแวะไป ม.กรุงเทพเพื่อดูงานของ อ.สันติ ลอรัชวี ที่มีเป็นวันสุดท้าย (ตามเคย) ก็เลยไปท้องฟ้าจำลองซะเลย ไม่รู้จำนวนคนราวๆ 10-13 คนในวันธรรมดาตอนบ่ายสองครึ่ง จะเรียกว่าน้อยหรือว่ามากดี มีทั้งคนหนุ่มสาว คู่รัก ผู้ชายอายุราวๆ40-50 มาดู ตอนรอเวลาห้องฉายดาวเปิดประตูบรรยากาศรอบๆก็วิเวกวังเวงดี นั่งอ่านหนังสือได้สบายๆ แต่ก็มีเด็กนักเรียนเดินๆอยู่ มีป้ากับลุงขายของ มีเจ้าหน้าที่ รู้สึกแปลกๆ เพราะไม่เคยคิดว่าจะมีคนที่มีธุระเกี่ยวข้องกับที่นี่ซักเท่าไหร่ ค่าที่มองจากข้างนอกแล้วมันดูร้างไร้ผู้คน แล้วตัวเองก็ไม่มีธุระอะไรที่นี่ พาลคิดไปว่าไม่น่าจะมีึคนในนี้ (เอาอะไรคิดละเนี่ย)
ดวงดาวพราวเต็มฟ้า พร้อมเสียงบรรยายของคุณลุงที่คอยชี้ตำแหน่งของดาวกลุ่มต่างๆ ทำให้นึกถึงตอนไปค่ายเด็กตอนปี 1 ตอนนั้นไปนอนดูดาวกลางสนามฟุตบอลโรงเรียน ใน อ.ชลแดน จ.เพชรบูรณ์ ตอนนั้นพี่ปี4 (น่าจะเป็นพี่เติ้ล) พกแผนที่ดวงดาวติดตัวไปค่ายด้วย ก็อาศัยดูไปกับพวกพี่ๆ ซึ่งก็ออกแนวมึนๆดาวเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนอยู่ดี คราวนี้มีลูกศรคุณลุงชี้ให้ดูจะจะ พร้อมซ้อนภาพทาบกลุ่มดาวไปเลยว่านี่คือกลุ่มดาวแมงป่อง นี่กลุ่มดาวนายพราน ก็ได้รู้ซะทีว่าที่เขาแบ่งกลุ่มดาวน่ะมันดูยังไง
แต่วันนี้ไม่มีดวงจันทร์ให้ดู เครื่องฉายดวงจันทร์เสียซะแล้ว…กลัวว่าดาวดวงอื่นจะทยอยดับตามไปด้วย
หลังดูดาวมีหนังสารคดีฉายด้วย วันนี้ฉายเรื่อง “โลกของเรา” ตอนจบพูดถึงว่าสุดท้ายแล้ว ตอนที่เชื้อเพลิงไฮโดรเจนของดวงอาทิตย์หมด ดวงอาทิตย์จะขยายตัวเป็นดาวยักษ์ใหญ่สีแดง และกลืนกินโลกไปด้วย เป็นจุดสิ้นสุดที่เป็นไปตามธรรมชาติที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถึงตอนนี้ก็อึ้งๆ ว่าชีวิตของเราบนโลกนี่มันเล็กมากจริงๆ แล้วเราก็จะต้องแตกดับไปเหมือนกับดาวดวงอื่นๆ ที่มีมากอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ในอวกาศเวิ้งๆดำๆ ไม่มีหัวไม่มีท้ายไม่มีเหนือไม่มีใต้ แล้วก็ปาฏิหารย์มากๆแล้ว ที่โลกนี้มันยังรอดจากการถูกนั่นนี่โน่นในอวกาศพุ่งชนอยู่ได้
ถึงจะแอบวูบหลับไปหลายแว่บ แต่ก็ชอบนะที่ได้มาดูดาว ตอนจบก็เช้าพอดี มีเสียงนกร้องจิ๊บๆพร้อมดวงอาทิตย์จิ๋วขึ้นที่ริมขอบฟ้า ซึ่งในชีวิตจริงไม่ได้เห็นมานานมากแล้วแสงอาทิตย์เบิกโรงเนี่ย เห็นแต่ตะวันโ่ด่งแยงตา ก็ได้มาดูยามเช้าแบบจำลองๆนี่ล่ะ
ไม่ต่างกับวันที่ไปดูหนองน้ำและสัตว์เลื้อยคลานแบบจำลองๆที่เขาดิน อยากไปดูใต้ทะเลจำลองๆตามห้าง ถ่ายป่าจำลองในกรุงเทพฯเท่าที่หาได้เก็บไว้ดูเป็นของตัวเอง ดูเหมือนตอนนี้จะพึ่งพาอาศัยสิ่งจำลองๆในการสัมผัสธรรมชาติเยอะจริง…
กรกฎาคม 17, 2008
จริงๆก็น่าจะเอะใจตั้งแต่ตอนยืมแล้วล่ะ เพราะที่กล่องมีแต่ภาษาญี่ปุ่น(ไม่ใช่ภาษาจีนด้วยซ้ำทั้งที่เป็นหนังจีน) และมีภาษาอังกฤษนับคำได้ คือ คำว่า Xiao Wu, a film by Gia Zhang Ke, COLOR, DVD video, 108 min… อารามดีใจอยากดูไม่ได้คิดถึงเรื่อง subtitle เล้ย ตกลงว่าที่แผ่นญี่ปุ่นก็มีแค่ 1:日本語字幕 (แปลว่าข้อยนี้สิมีแต่ Japanese Subtitle อ่ะเด่ะ!!!) ที่เซ็งกว่าคือคำถากถางจากน้องชายสุดเลิฟว่า “คิดว่าห้องสมุดเขาจะไปก๊อปนายแว่นมาให้ยืมรึไง” ทู่ซี้ดูไปได้ 10 นาที เป็นอันยอมแพ้ จะซับจีน ซับญี่ปุ่น ไม่มีลุ้นทั้งนั้น ทำเอาเซ็งคนญี่ปุ่น ใจคอไม่คิดจะทำซับอังกฤษไว้บ้างเลยเรอะ ความกระดี๊กระด๊าที่เมื่อวานได้สัมผัสงานจริงของนาระกับโมริมูระในหว่างแขนเหวี่ยงกลับไปที่ศูนย์เลย เลิกเห่อญี่ปุ่น 1 วัน
กรกฎาคม 15, 2008
แม้ภาพยนตร์จะเลื่อนกำหนดฉายออกไปถึงเดือนตุลาคม แต่ท่านก็สามารถหาหยิบและฉวย Happening 017 ปกพี่อุ๋ย อนันดา และป๋าติ๊กมาอ่านแก้คิดถึงได้ก่อนวันนี้ตามที่นัดหมายเดิม หรือพบได้ตามแผงในเวอร์ชั่นขายจ้ะ
มีภาพที่เหลือรอดจากการใช้งานที่ช่างภาพปล่อยให้ไปวิ่งเล่นอยู่ที่ สนามวิ่งเล่นแห่งนี้
กรกฎาคม 3, 2008
เห็นตึกใบหยกผ่านกระจกพราวน้ำฝน
เห็นรถไฟ 2 รางวิ่งพุ่งมาหาในระดับสายตา
เห็นลูกเล่นอลังการภายใน แต่สงสัยว่าจะเหลือพื้นที่แสดงงานแค่ไหนหว่า เป็นโดนัทกลวงๆไปซะเยอะ เป็นพื้นที่ร้านค้าก็ไม่น้อย และผนังโค้งๆที่ยังงงอยู่ว่าจะติดตั้งงานศิลปะอีท่าไหนจะมี Matthew Barney มาปีนแบบที่ Guggenheim Museum ไหม