เมื่อวานไปเนียนนั่งฟัง workshop ของคุณอภิชาติพงศ์ที่ห้องสมุดวิลเลียมวอเรน
คนมา workshop ค่อนข้างหลากหลายมากทั้งอายุและพื้นฐานด้านภาพยนตร์ การไปแกร่วฟังเฉยๆเป็นบทเรียนที่หนึ่งที่แสนมีค่ามากว่า ถ้าอยากทำอะไรก็ลองลุยดูก่อน อย่าเพิ่งฝ่อตีตนไปก่อนไข้ อย่างงานนี้เราคิดว่าต้องน่ากลัวมากแน่ๆและเราไม่มีปัญญาจะไปอะไรกับเขาหรอก แต่มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดไว้เลย
เพราะสิ่งที่คุณอภิชาติพงศ์ (พี่เจ้ยละกันนะ) บอกก็คือ มันไม่มีถูก ไม่มีผิด ไม่มีการตัดสินอะไรแบบนั้น (แบบการศึกษาไทย ที่แม้กระทั่งในระดับปริญญาโทก็ยังยึดติด บังคับและขืนใจความคิดกันอยู่) ทุกความคิดสามารถเสนออกมาได้หมด อยากจะทำอะไร คิดอะไร แล้วก็มาช่วยกันดู คิด หาวิถีทางของมันที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งมันทำให้เกิดพลังฮึดมากนะ พลังที่อยากจะสร้างสรรค์ อยากจะทำอะไรออกมา
คนเริ่มทำหนังแรกๆมักจะไม่รู้ว่าจะทำหนังเกี่ยวกับอะไร คิดไปว่ามันจะต้องดีเลิศหรือลุ่มลึกแค่ไหน ก็ให้เริ่มต้นทำจากสิ่งใกล้ตัวที่สุด สิ่งที่เรารู้จักมันมากที่สุดก่อน ซึ่งก็คือตัวเราเอง พ่อ แม่ ความรู้สึกของเรา วิธีการแบบพี่เจ้ยก็ให้เริ่มจากการ list คำ ออกมาก่อน จะเป็นสถานที่ สิ่งของ กิริยา ที่เราอยากเล่าออกมา แล้วก็ให้ไปฟังเสียงแล้ว list เสียงที่ได้ออกมาให้มากที่สุด เพราะในเวลาแป๊บเดียวนั้นมันมีอะไรเกิดขึ้นตั้งมากมาย แล้วพยายามเอาเสียงนั่นเข้ามาอยู่ภายใน แล้วก็ให้ไปถ่ายรูปข้างนอกหาภาพที่ตัวเองอยากเล่า จาก word+เสียง+ภาพ เป็นบรรยากาศ แล้วก็เอาบรรยากาศนั้นมาลองสลับไปมาดูทิศทางว่ามันจะไปทางไหน ซึ่งเราชอบนะ สำหรับคนที่งงๆอย่างเราที่ไม่รู้ว่าจะรวบรวมความคิด ความรู้สึกที่มันกระจัดกระจายออกมาได้ยังไงมันช่วยได้มาก แต่คนเคยทำหนังมาบ้างแล้วอาจจะไม่ชอบการแยกชิ้นส่วนขนาดนี้ก็ได้
แล้วก็บอกว่ายังไงก็ลงมือทำดูก่อน ทำมันออกมาก่อนอย่าเพิ่งไปคิดข้ามขั้นว่าทำแล้วจะดีแค่ไหน ทำแล้วจะฉายที่ไหน (บอกน้องคนนึงว่า อย่ามองข้าม A ไป B สิ A แล้วลอง A.1, A.2 ) ไม่มีตังค์ก็ให้รวมกลุ่มกัน ฯลฯ ดูทุกอย่างมีทางแก้แบบใจเย็น และอันที่เป็นความจริงที่เซ็งที่สุดคือ มีงานประจำไว้แล้วก็ดี หนังจะได้เป็นงานอดิเรกได้ ฮ่าๆ
ฟังแล้วสิ่งที่รู้สึกอย่างรุนแรงมาก(ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับการทำหนังมากเท่าที่ควร แต่มันจริง) ก็คือ การศึกษาในเมืองไทยมันมีปัญหาจริงๆ การบังคับความคิดมีอยู่ตลอดเวลา ไอ้นั่นถูก ไอ้นี่ผิด ไอ้นั่นห้ามทำ ไอ้นีทำได้ ขนาดโตๆกันแล้วในสังคมทั่วไปก็เป็น อย่างเรื่องเซนเซอร์นี่ในสายตาเขาเราก็คงเป็นเด็กอนุบาลกันทั้งประเทศ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราได้จากการมาฟังพี่เจ้ยก็คือเรื่องของการใจกว้าง เปิดรับความคิดเห็นอื่นๆแบบเปิดกว้าง แต่ที่ว่าต่อให้ต้องขอทุนก็ต้องหาทางออกไปให้ได้นะ(โลกข้างนอก) เพราะมันจะเปิดเราได้อีกเยอะเนี่ย…อยากจะบอกว่าทุนมันขอยากนะคะพี่ เหอๆ แต่เอาเหอะ เอาเป็นว่า ทำออกมาก่อน อยากทำไร ทำออกมาก่อนเลยเด้อ อย่างอื่นค่อยว่ากัน




10 ความเห็น
มีนาคม 30, 2008 ที่ 4:07 pm
ไม่มีพี่เจ้ยวันนั้น ไม่มีโนโซมิในวันนี้ 55
มีนาคม 30, 2008 ที่ 4:18 pm
ดีจัง อยากมีเวลาไปฟังอะไรแบบนี้บ้างนะ
มีนาคม 30, 2008 ที่ 4:37 pm
-เต๋อ คาดว่าโนโซมิจะเข้าใจเนื้อเพลง Love Story wa Totsuzen ni ด้านล่าง แม้จะไม่ได้ยินเสียงก็ตามที
-พี่วิภว์ขา พี่ต้องว่างงานค่า
มีนาคม 30, 2008 ที่ 7:58 pm
I don’t want to be mean… but do you think we are ready for ‘freedom of speech’?
To be honest, everywhere ‘freedom of speech’ is just a ‘hypocrisy’ practice… less or more, depends on the context it has been implemented.
I’ll employ ’self-censorship’ for the left of my comments, since it’s easily to cause ‘flaming’ situation in this cyberspace. But see you soon!.. in 4-5 months, though >_<
Love, Peace and Ice-cream with extra kisses,
+ned
มีนาคม 30, 2008 ที่ 10:01 pm
Tam Sabai wa Ned อ่านว่า ตามสบายว่ะเน็ด
แล้วเจอกันเด้อ
เมษายน 1, 2008 ที่ 11:03 pm
อือ เราว่าการศึกษาไทย มีปัญหาอย่างแรง
แบบวิธีคิดวิธีปลูกฝัง
แบบช่วงนี้ก็คิดๆ นะ ว่าไอ้ที่เรียนๆ มา ทำไม๊ทำไม มันลืมไปหมดแล้ว
โอเค อาจจะเกิดจากตัวเราเองด้วย
แต่ยังไง เราว่ามันมีปัญหา แต่ถ้าจะวางรากฐานใหม่
เราคิดว่าคนหัวโบราณๆ ก็คงไม่ยอมอีกอะนะ
เมษายน 4, 2008 ที่ 6:58 pm
การศึกษาในเมืองไทยมันมีปัญหาจริงๆ การบังคับความคิดมีอยู่ตลอดเวลา ไอ้นั่นถูก ไอ้นี่ผิด ไอ้นั่นห้ามทำ ไอ้นีทำได้ ขนาดโตๆกันแล้วในสังคมทั่วไปก็เป็น อย่างเรื่องเซนเซอร์นี่ในสายตาเขาเราก็คงเป็นเด็กอนุบาลกันทั้งประเทศ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราได้จากการมาฟังพี่เจ้ยก็คือเรื่องของการใจกว้าง เปิดรับความคิดเห็นอื่นๆแบบเปิดกว้าง แต่ที่ว่าต่อให้ต้องขอทุนก็ต้องหาทางออกไปให้ได้นะ(โลกข้างนอก) เพราะมันจะเปิดเราได้อีกเยอะเนี่ย
แหมพี่ ก็ประเทศไทยเรานี้ดี มีศีลธรรมจิงๆ นะ 555
เมษายน 4, 2008 ที่ 8:41 pm
ตอนเด็กๆ ต้องนั่งท่องด้วยว่า พระนเรศวรชนช้างปีไหน
เฮ้อ…
เมษายน 9, 2008 ที่ 7:07 pm
อยากไปนั่งฟังด้วยจังหนูยุ้ย
ได้สาระด้วย ได้นั่งมองหน้าพี่เจ้ยไปด้วยยย (เอ๊ะ ยังไง)
ตุลาคม 2, 2009 ที่ 10:15 am
แบบช่วงนี้ก็คิดๆ นะ ว่าไอ้ที่เรียนๆ มา ทำไม๊ทำไม มันลืมไปหมดแล้ว…